เคยไหม…รู้สึกว่าผิวหมอง โทรม แห้งกร้าน ถึงแม้จะบำรุงด้วยครีมดีและแพงแค่ไหนก็ยังไม่เห็นผล? สิ่งนี้อาจเป็นสัญญาณว่าผิวของเรากำลังขาด “ความชุ่มชื้นจากภายใน” ซึ่งเป็นต้นเหตุของผิวแห้ง ขาดความยืดหยุ่น และทำให้หน้าดูมีอายุเร็วกว่าที่ควร
Skin Booster เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาผิวหมอง โทรม แห้งกร้าน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้กลับมาดูสดใส สุขภาพดี และอิ่มน้ำจากภายในสู่ภายนอก ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้น กระตุ้นการฟื้นฟูผิว ฟื้นฟูคอลลาเจน ให้ผิวดูสุขภาพดี มีออร่ามากขึ้น
Skin Booster คืออะไร?
Skin Booster คือการฉีดสารบำรุงเช่น วิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน เอนไซม์ หรือสารบำรุงผิวอื่นๆ เข้าสู่ผิวโดยตรง เพื่อเติมความชุ่มชื่นล้ำลึก ฟื้นฟูผิวจากภายใน ทำให้ผิวอิ่มฟู ฉ่ำน้ำ และแข็งแรงขึ้น ช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน กระจ่างใส ลดริ้วรอยเล็ก ๆ และร่องลึกบางส่วน ทำให้ผิวดูเด็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ
ข้อดีของโปรแกรม Skin Booster
- เพิ่มความชุ่มชื่นล้ำลึก ช่วยเติมน้ำให้ผิวอิ่มฟู ฉ่ำน้ำ ไม่แห้งกร้าน
- ปรับผิวให้เรียบเนียน นุ่มเด้ง รูขุมขนกระชับ
- ฟื้นฟูผิวจากภายใน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่น
- ลดริ้วรอยเล็ก ๆ ผิวดูตึงขึ้น ริ้วรอยตื้นขึ้น
- ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ เห็นผลเร็ว ใช้เวลาพักฟื้นน้อย
- เหมาะกับทุกสภาพผิว ทุกคนทุกเพศ สามารถทำได้ทั้งผิวแห้ง ผิวโทรม ผิวขาดน้ำ ผิวมัน ผิวอ่อนแอ หรือผิวธรรมดาที่ต้องการฟื้นฟูให้ดูสุขภาพดี
Skin Booster ปลอดภัยไหม?
โปรแกรม Skin Booster เป็นหัตถการที่ปลอดภัย เมื่อฉีดโดยแพทย์ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน มีอย.รับรองโดยทั่วไปผลข้างเคียงมักเป็นเพียง รอยเข็ม รอยแดงหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด และมักหายไปภายใน 3-5วัน
เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือผิวแพ้ง่าย การทำ Skin Booster กับคลินิกที่ได้มาตรฐานและใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงจะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ
Skin Booster เหมาะกับใคร?
- ผู้ที่ผิวแห้ง หน้าโทรม แต่งหน้าไม่ติดเพราะผิวขาดความชุ่มชื่น
- ผู้ที่ผิวหยาบกร้าน ขาดความยืดหยุ่นหรือผิวไม่เรียบเนียน
- ผู้ที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ หรือสัญญาณผิวเริ่มแก่ก่อนวัย
- ผู้ที่ผิวหมองคล้ำจากมลภาวะ ผิวขาดการบำรุงเป็นเวลานาน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
- ผู้ที่ต้องการให้ผิวดูมีออร่า อยากมีผิวกระจ่างใส
ฉีด Skin Booster ยี่ห้อไหนดี ?
1. โปรแกรมฉีดวิตามินผิว ดริปวิตามินผิว
ดริปวิตามินผิว IV Drip (Intravenous Vitamin Therapy) หรือการฉีดวิตามินผิว คือการฉีดวิตามินเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ช่วยปรับสีผิวทั่วทั้งตัวให้สว่าง กระจ่างใส ผิวเนียนนุ่ม เสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงสุขภาพ และชะลอวัย
โปรแกรมดริปผิวใส และโปรแกรมฉีดหน้าใสทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินได้เต็มที่และรวดเร็วกว่าการกินวิตามิน ทำให้ผิวฟื้นฟูจากภายในสู่ภายนอก ใครต้องการผิวใส ออร่า หรือบำรุงผิวล้ำลึก การดริปผิว หรือการฉีดหน้าใสคู่กับการทาครีมบำรุงช่วยเร่งผลลัพธ์ให้เห็นผลเร็วยิ่งขึ้น
2. โปรแกรม MADE Collagen
โปรแกรม MADE Collagen (มาเด้คอลลาเจน) หรือเมโสมาเด้ เป็นการใช้สารสกัดจากธรรมชาติ วิตามิน คอลลาเจน และแร่ธาตุต่าง ๆ ฉีดเข้าสู่ผิวด้วยเทคนิคการทำ 16 จุดทั่วใบหน้า เพื่อฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรง ลดสิว ช่วยดีท็อกซ์และขับสิ่งสกปรกในผิว ปรับสมดุลผิวและปรับผิวหน้าให้สว่างกระจ่างใส อิ่มน้ำ แต่งหน้าได้ทนมากยิ่งขึ้น
3. โปรแกรม Rejuran
รีจูรัน (Rejuran) คือสารสกัด Polynucleotide (PN) เข้มข้น บำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก ฟื้นฟูผิวโทรม เพิ่มความชุ่มชื่นให้อิ่มฟู ฉ่ำน้ำ และเสริมความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier)
รีจูรันช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ (Rejuvenation) ซ่อมแซมผิวที่เสื่อมสภาพ ลดริ้วรอยให้ดูตื้นขึ้น และช่วยปรับรูขุมขนให้กระชับ ผิวจึงดูเรียบเนียน เปล่งปลั่ง สุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ สามารถฉีดใต้ชั้นผิวหนังได้ทั้งใบหน้า หน้าแก้ม หน้าผาก และลำคอ ทำให้ผิวฟื้นฟูจากภายในสู่ภายนอก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผิวใส สุขภาพดี ผิวชุ่มชื่นอิ่มน้ำ Glass Skin
4. โปรแกรม Juvelook
Juvelook (จูวีลุค) คือ สารกระตุ้นคอลลาเจน Hybrid Biostimulator ที่มีส่วนผสมทั้ง PDLLA (Poly D,L-Lactic Acid) และ HA ในตัวเดียวกัน ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้หน้าเด้งผิวฉ่ำเงา เพิ่มวอลลุ่มให้กับผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ผสานกับอนุภาคของ HA ช่วยเติมเต็มผิว เติมร่องลึก เบลอริ้วรอย ฟื้นฟูหลุมสิว เบลอรูขุมขน
5. โปรแกรม Gouri
Gouri คือเมโสหน้าใสที่ใช้ Polycaprolactone (PCL) เป็นสารชนิดเดียวกับไหมที่ใช้ร้อยหน้า แต่อยู่ในรูปแบบของเหลวนำมาฉีดลงผิว เพื่อกระตุ้นโครงสร้างผิว ฟื้นฟูคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดเลือนริ้วรอยตื้น ๆ รูขุมขนกระชับ ผิวแน่นฟู นุ่มเด้ง Gouri ไม่ได้ช่วยให้หน้าใสได้โดยตรง แต่ช่วยให้สภาพผิวดีขึ้น ผิวโดยรวมจึงดูกระจ่างใส
6. โปรแกรม Radiesse
Radiesse คือสารที่ช่วยเติมเต็มผิวได้เหมือนกับการฉีดฟิลเลอร์ แต่มีส่วนประกอบหลักจาก Calcium Hydroxylapatite (CaHA) ช่วยฟื้นฟูถึงผิวชั้นลึก โดยหลังฉีดจะกระตุ้นคอลลาเจนใบหน้า ทำให้ริ้วรอยจางลง ผิวแน่นเฟิร์ม ยกกระชับ ผิวแข็งแรงขึ้น ช่วยเติมวอลลุ่มให้ผิว แก้ปัญหาแก้มตอบ ขมับตอบ และทำให้ผิวดูเรียบเนียน ผิวดูสุขภาพดี หน้าดูเด็กขึ้น
7. โปรแกรม Exosome
ฉีด Exosome เป็นเอนไซม์เข้มข้นกว่าพันชนิดบำรุงผิวที่ช่วยฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพได้อย่างล้ำลึก ช่วยให้ริ้วรอยร่องลึกจางลง กระชับรูขุมขนกว้าง ปรับผิวให้ขาวกระจ่างใส ลดรอยดำ ฝ้า กระ อย่างเห็นผล พร้อมชะลอการเสื่อมสภาพของผิว
8. โปรแกรม Belotero Revive
Belotero Revive คือหนึ่งในยี่ห้อฟิลเลอร์ที่มีส่วนผสมทั้ง Hyaluronic Acid และ Glycerol อยู่ในตัวเดียวกัน เรียกอีกชื่อว่าฟิลเลอร์ผิวกระจก ช่วยเติมเต็มผิวให้อิ่มฟู ฉ่ำน้ำ รูขุมขนกระชับ ช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้น ผิวเนียนละเอียดขึ้น ช่วยให้ผิวฉ่ำวาว Glass Skin รูขุมขนเล็กลง หลุมสิวตื้นขึ้น
9. โปรแกรมชาแนล
โปรแกรมชาแนล (Channel Program) เป็นหนึ่งในกลุ่ม Skin Booster ที่ใช้เทคนิคการฉีดสารบำรุงลงลึกถึงชั้นผิว เพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจากภายใน ตัวสารสำคัญที่ใช้คือ Polydeoxyribonucleotide (PDRN) หรือสารสกัดจาก DNA ปลาแซลมอน ซึ่งช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ เพิ่มความชุ่มชื่น อิ่มฟู และเสริมความแข็งแรงให้เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier)
วิธีการดูแลตัวเองก่อนหลังฉีด Skin Booster มีอะไรบ้าง?
โปรแกรม Skin Booster แต่ละตัวอาจจะมีวิธีการเตรียมตัวและวิธีการดูแลตัวเองที่ต่างกันไป แต่โดยทั่วไปแล้วการดูแลตัวเองทั่วไปมีดังนี้
เตรียมตัวก่อนดริปวิตามิน
- ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรม Skin Booster ที่สนใจ
- เลือกคลินิกเสริมความงามที่มีมาตรฐาน
- เลือกคลินิกที่ให้บริการโดยพยาบาลวิชาชีพ หรือผู้ช่วยแพทย์ที่มีประสบการณ์เท่านั้น
- แจ้งประวัติการแพ้ยา ยาที่ทานประจำ โรคประจำตัว ประวัติการทำศัลยกรรมและภาวะการตั้งครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน
ดูแลตัวเองหลังทำวิตามินฉีดหน้าใส
- งดแต่งหน้าหลังทำ อย่างน้อย 4-6 ชม. หรือตามที่แพทย์หรือพยาบาลแนะนำ
- ใช้น้ำสะอาด หรือน้ำเปิดขวดใหม่ล้างหน้า
- งดแกะ เกา กด บริเวณที่ฉีด หลีดเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าหลังฉีด 6 ชม.
- ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 1.5-2 ลิตรต่อวัน เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นอิ่มน้ำ
- สามารถใช้มอยส์เจอไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ลดอาการผิวแห้งลอกหลังทำได้
- งดการใช้สกินแคร์ที่มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิวหลังทำ 1-2 สัปดาห์
- ทาครีมกันแดดที่มี SPF สูง เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด
ฉีด Skin Booster ที่ไหนดี?
- เช็กเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก ถ้าเป็นคลินิกที่ผ่านการรับรอง มักแสดงใบอนุญาตในบริเวณที่สามารถสังเกตได้ชัดเจน
- เช็กคลินิกที่ได้มาตรฐาน ผ่านช่องทางของสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สายด่วน 1426 หรือโทร : 02-1937000
- เช็กความน่าเชื่อถือของคลินิกจากรีวิวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หน้าเว็บไซต์และช่องทาง Official Page ของคลินิก
- เช็กชื่อคุณหมอในคลินิก หมอต้องมีตัวตนอยู่จริง สามารถเช็คจากฐานข้อมูลแพทยสภา Website: checkmd.tmc.or.thหรือโทร 0 2193 7000
- คลีนิกที่ดีควรมีการดูแลและติดตามผลหลังทำ โปรโมชั่นและราคาฟิลเลอร์และบริการต่างๆ สมเหตุสมผล ไม่แอบอ้างสรรพคุณเกินจริง
สรุป
การทำ Skin Booster เป็นอีกหนึ่งวิธีฟื้นฟูผิวให้ใสและสุขภาพดีอย่างเร่งด่วน ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอิ่มฟู ฉ่ำน้ำ ลดริ้วรอยเล็ก ๆ และปรับสภาพผิวให้เนียนละเอียด กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงผิวจากภายในให้แข็งแรง
สำหรับใครที่ยังลังเลว่าจะเลือกโปรแกรม Skin Booster แบบไหนดี สามารถจองคิวปรึกษาแพทย์ได้ที่ Aura Bangkok Clinic มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยประเมินสภาพผิวและแนะนำสูตรที่เหมาะกับแต่ละคน มีโปรแกรม Skin Booster หลากหลาย ใช้ยาแท้ เทคนิคที่ดีที่สุด มีบริการติดตามผล เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจและคุ้มค่าที่สุด
คำถามที่พบบ่อย
Q : ทำ Skin Booster ต่างกับการทาครีมไหม?
A : ต่างกันตรงที่ Skin Booster เป็นการฉีดสารบำรุงลงลึกถึงชั้นผิวโดยตรง ทำให้สารออกฤทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพ ฟื้นฟูผิวจากภายในสู่ภายนอก ในขณะที่การทาครีมจะบำรุงได้เฉพาะชั้นนอกของผิว จึงเห็นผลช้ากว่าและอาจไม่เข้าถึงปัญหาผิวลึก ๆ เช่น ความแห้งกร้านหรือริ้วรอยเล็ก ๆ ได้ดีเท่าการฉีด Skin Booster
Q : โปรแกรม Skin Booster ราคาเท่าไหร่?
A : ราคา Skin Booster จะขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ทำ ที่ Aura Bangkok Clinic เรามีโปรแกรม Skin Booster ให้เลือกหลากหลาย สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเลย!
Q : ฉีด Skin Booster เจ็บไหม?
A : เฉพาะที่ Aura Bangkok Clinic โปรแกรมหน้าใสอาจรู้สึกตึงๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะจะมีการทายาชาและประคบเย็น ทำให้ระหว่างฉีดแทบไม่รู้สึกเจ็บ หลังทำอาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อย ซึ่งจะหายภายใน 1–2 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิคของแพทย์และสภาพผิวของแต่ละบุคคล

















