Key Takeaways
Skin Booster คือนวัตกรรมเติมน้ำและสารอาหารสู่ผิวชั้นตื้นโดยตรง เน้นฟื้นฟูผิวแห้งกร้านและหมองคล้ำให้กลับมาฉ่ำวาว เปล่งปลั่ง ดูชุ่มชื้นสุขภาพดี เหมาะสำหรับการบูสต์ผิวที่ต้องการเห็นผลลัพธ์รวดเร็ว ส่วน Biostimulator คือ นวัตกรรมฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากชั้นลึก ทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่ตามธรรมชาติ ช่วยคืนความแน่นกระชับ ยืดหยุ่น และดูแลปัญหาผิวเริ่มหย่อนคล้อยเพื่อผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่า ซึ่งหากมีความกังวลปัญหาผิวในหลายมิติ ก็สามารถเลือกทำควบคู่กันได้ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดูแลผิวให้ตอบโจทย์ยิ่งขึ้น
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ปัญหาผิวแห้งกร้าน มีริ้วรอย และความหย่อนคล้อยมักตามมา นวัตกรรมฟื้นฟูผิวจึงเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญ โดยเฉพาะสองโปรแกรมยอดฮิตอย่าง Skin Booster และ Biostimulator แต่หลายคนอาจสงสัยว่า Skin Booster กับ Biostimulator ต่างกันอย่างไรและควรเลือกทำ Skin Booster หรือ Biostimulator ดี ? การทำความเข้าใจจุดเด่นของทั้งสองนวัตกรรมนี้ จะช่วยให้คุณออกแบบงานผิวได้อย่างมั่นใจ
ทำความรู้จัก Skin Booster คืออะไร ช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างไร ?
Skin Booster คือ การฉีดไฮยาลูรอนิกแอซิดผสานวิตามินและแร่ธาตุเข้าสู่ชั้นหนังแท้ เปรียบเสมือนการเติมน้ำและอาหารผิวอย่างล้ำลึก ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น กู้ผิวแห้งกร้านให้กลับมาเรียบเนียน ฉ่ำวาว และดูสุขภาพดีจากภายใน โดยมีโปรแกรมที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวแตกต่างกัน เช่น
- โปรแกรม Rejuran : ฟื้นฟูเซลล์ผิวด้วย Polynucleotide ให้ผิวเรียบเนียน ฉ่ำวาว
- โปรแกรม Yoshi Signature Glow : บูสต์ผิวโกลว์ใส เปล่งประกายสุขภาพดีแบบองค์รวม
- โปรแกรม Aura Bright : ปรับสีผิวให้สว่างกระจ่างใส ลดความหมองคล้ำสะสม
- โปรแกรม MD (MADE Collagen) : ดีท็อกซ์ผิว ลดการอักเสบ ตอบโจทย์คนผิวแพ้ง่าย
- โปรแกรม Acne Solution : ปรับสมดุลผิวให้แข็งแรง ลดปัญหาสิวเรื้อรัง
- โปรแกรม Intensive Skin Repair : ฟื้นบำรุงผิวที่ถูกทำร้ายให้กลับมาแข็งแรงอย่างเร่งด่วน
เจาะลึก Biostimulator คืออะไร ? นวัตกรรมเพื่อผิวแน่นกระชับ
Biostimulator คือ สารกระตุ้นคอลลาเจนที่เข้าไปปลุกการทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ให้ผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ไม่ใช่การเติมเต็มทันทีแบบฟิลเลอร์ แต่เน้นฟื้นฟูโครงสร้างจากชั้นลึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ช่วยให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น แน่นกระชับ และคืนวอลลุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ โปรแกรมที่โดดเด่นในกลุ่มนี้ ได้แก่
- Sculptra: นวัตกรรมสาร PLLA เน้นกระตุ้นคอลลาเจน Type 1 ช่วยคืนความแน่นกระชับและฟื้นฟูสุขภาพผิวในระยะยาว
- HArmonyCa : ฟิลเลอร์เจนใหม่ จากการผสมผสานกันระหว่าง Hyaluronic Acid (HA) และ Calcium Hydroxyapatite (CaHA) ในตัวเดียว ให้ผลลัพธ์แบบ Duo Effect ผิวจะดูอิ่มฟู แน่นเฟิร์มยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยให้ผิวเรียบเนียน บูสต์คอลลาเจนให้ผิวแลดูสุขภาพดี
- Juvelook Volume : โปรแกรมเพิ่มวอลลุ่มผิว มีส่วนผสมของ PDLLA + HA โดย PDLLA จะเข้าไปช่วยซ่อมแซมผิว พร้อมฟื้นฟูผิวที่อ่อนแอ และ HA จะช่วยเติมร่องริ้วรอยให้ตื้นขึ้น ทำให้ผิวเรียบเนียน หน้าดูเด็กอย่างเป็นธรรมชาติ บูสต์คอลลาเจนระยะยาว
เปรียบเทียบชัด ๆ ข้อดีข้อเสียระหว่าง Skin Booster และ Biostimulator
การเลือกนวัตกรรมฟื้นฟูผิวให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ควรประเมินจากกลไกการทำงานที่เหมาะสมกับปัญหาผิวของแต่ละบุคคล และเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ตารางนี้ได้เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของทั้ง Skin Booster และ Biostimulator ในแต่ละด้านเอาไว้ มาเช็กกันเลย
| หัวข้อ | Skin Booster | Biostimulator |
| กลไกการทำงาน | เติมความชุ่มชื้นและสารอาหารให้ชั้นผิว | กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่จากชั้นลึก |
| ผลลัพธ์ | ผิวโกลว์ใส ชุ่มชื้น ฉ่ำวาว เรียบเนียน | ผิวแน่นกระชับ โครงสร้างแข็งแรง คืนวอลูม |
| ระยะเวลาเห็นผล | ประมาณ 3-7 วัน | เห็นผลชัดเจนใน 1-3 เดือน |
| ระยะเวลาคงผลลัพธ์ | 1-3 เดือน | 1-2 ปีขึ้นไป |
เลือก Skin Booster หรือ Biostimulator ดี ? เช็กลิสต์ตามปัญหาผิวและช่วงวัย
แนวทางการตัดสินใจเลือกโปรแกรมดูแลผิวให้เหมาะสมและแม่นยำที่สุด ควรประเมินจากสภาพปัญหาผิวในปัจจุบันควบคู่ไปกับช่วงวัย ดังนี้
กลุ่มที่เหมาะกับ Skin Booster
ช่วงวัย 20-30 ปี คือวัยที่คอลลาเจนยังทำงานได้ดี แต่อาจมีปัญหาผิวโทรมจากไลฟ์สไตล์ที่ใช้งานผิวอย่างหนัก พักผ่อนน้อย มีรอยสิว ผิวแห้งขาดน้ำ หรือแต่งหน้าไม่ติด ซึ่งเป้าหมายหลักของ Skin Booster คือการบูสต์ความชุ่มชื้น คืนความสดใสเปล่งปลั่งให้ผิวได้อย่างรวดเร็ว จึงตอบโจทย์การกู้ผิวพังในวัยนี้เป็นพิเศษ
กลุ่มที่เหมาะกับ Biostimulator
ช่วงวัย 30 ปีขึ้นไปคือวัยที่ร่างกายผลิตคอลลาเจนลดลง ผิวเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น มีความหย่อนคล้อย และรูขุมขนกว้าง โดยกลไกสำคัญของการทำ Biostimulator คือ การเข้าไปแก้ปัญหาที่ต้นตอ เน้นซ่อมแซมโครงสร้างชั้นลึกและกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวกลับมาเฟิร์มกระชับอีกครั้ง
ตำแหน่งยอดฮิตที่เหมาะกับการแก้ปัญหาผิวอย่างตรงจุด
1. Skin Booster
- เนื่องจาก Skin Booster คือการให้อาหารและเติมน้ำผิวชั้นตื้น จึงนิยมฉีดกระจายทั่วใบหน้า บริเวณใต้ตา ลำคอ หรือแม้กระทั่งหลังมือ
- เน้นจุดที่ผิวแห้งกร้านเป็นพิเศษ จุดที่แต่งหน้าไม่ติด ขาดน้ำ หรือมีความหมองคล้ำสะสม เพื่อเพิ่มความสว่างใสและชุ่มชื้น
2. Biostimulator
- นิยมฉีดบริเวณหน้าแก้ม ขมับ กรอบหน้า หรือบริเวณร่องแก้ม
- เน้นจุดที่ชั้นผิวเริ่มยุบตัว สูญเสียวอลลุ่ม ผิวหลวม และต้องการการสร้างคอลลาเจนเพื่อยกกระชับโครงสร้างให้กลับมาเต่งตึง
การเตรียมตัวก่อนฉีด เคล็ดลับลดอาการบวมช้ำ
- งดยาและวิตามินที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน วิตามินอี น้ำมันปลา หรือใบแปะก๊วย อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อลดโอกาสเกิดรอยช้ำ
- งดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนรับบริการ เพื่อลดความเสี่ยงในการบวม
- เตรียมผิวให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำสะอาดให้มาก เพื่อให้เซลล์ผิวชุ่มชื้นพร้อมรับการบำรุงอย่างเต็มที่
วิธีดูแลตัวเองหลังทำ เพื่อคงผลลัพธ์ยาวนาน
1. หลังทำ Skin Booster
- ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอประมาณ 2-3 ลิตรต่อวัน
- น้ำจะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ไฮยาลูรอนิกแอซิดที่ฉีดเข้าไป ทำหน้าที่ดึงดูดและกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีเยี่ยม
- ส่งผลให้ผิวดูฟู อิ่มน้ำ และรักษาสภาพความฉ่ำวาวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยาวนานขึ้น
2. หลังทำ Biostimulator
- เน้นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มโปรตีน เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างคอลลาเจน
- หากเป็นการฉีดตัวยากลุ่ม PLLA เช่น Sculptra ควรทำการนวดหน้าตามหลักการที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
- การนวดจะช่วยให้ตัวยากระจายตัวได้ดีใต้ชั้นผิว ทั้งยังเป็นการป้องกันการจับตัวเป็นก้อน และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้อย่างสม่ำเสมอทั่วใบหน้า
เช็กลิสต์ความปลอดภัยก่อนฉีด เลือกคลินิกอย่างไรให้ได้มาตรฐาน
ความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจดูแลผิว ควรพิจารณาจากเช็กลิสต์เหล่านี้เพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน
- บริการโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ : สามารถวิเคราะห์โครงสร้างผิว ประเมินปัญหา และคำนวณปริมาณตัวยาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้อย่างแม่นยำ
- ตรวจสอบตัวยาได้จริง : คลินิกต้องยินดีแกะกล่องยาใหม่ให้ดูต่อหน้า สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเช็กของแท้ได้ทุกครั้ง และตัวยาต้องผ่านการรับรองจาก อย. อย่างถูกต้อง
- คลินิกมีใบอนุญาตชัดเจน : มีใบอนุญาตประกอบสถานพยาบาลถูกต้อง และเครื่องมือต่าง ๆ ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อตามมาตรฐานทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด
ทางเลือกฟื้นฟูผิว พร้อมนวัตกรรมดูแลผิวแบบครบวงจร
เมื่อทราบแล้วว่า Skin Booster กับ Biostimulator ต่างกันอย่างไร จะเห็นได้ว่าทั้งสองนวัตกรรมมีจุดเด่นในการแก้ปัญหาผิวที่ต่างกัน แต่เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำและตรงใจ แนะนำให้แพทย์ประเมินผิวจริงก่อนตัดสินใจเสมอ ซึ่งปัจจุบันวงการความงามมีนวัตกรรมที่ผสานข้อดีของทั้งสองโปรแกรมเข้าด้วยกัน อย่าง Juvelook สารกระตุ้นคอลลาเจนลูกผสมที่ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้เรียบเนียน ช่วยให้ผิวฟู รูขุมขนกระชับ พร้อมการฉีดหน้าใสให้ฉ่ำวาว ลดรอยสิว ลดโอกาสการเกิดสิว จบในขั้นตอนเดียว
หากต้องการปรึกษาปัญหาผิว สอบถามรายละเอียดโปรโมชัน หรือจองคิวรับบริการดูแลผิวผ่านระบบ Self-Booking ได้ทันทีที่ LINE Official: @botox (มี @ นำหน้า)
พิเศษ! ลูกค้าใหม่รับสิทธิ์โปรแกรมฉีดหน้าใส 2 เข็ม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ตามเงื่อนไขที่คลินิกกำหนด)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Skin Booster กับ Biostimulator ต่างกันอย่างไร ? (FAQs)
Q: หลังทำเลเซอร์บำรุงผิว สามารถทำ Skin Booster หรือ Biostimulator ต่อได้เลยไหม ?
A : สามารถทำได้ และเป็นส่วนเสริมที่ดีมาก การทำเลเซอร์จะช่วยกระตุ้นผิวจากภายนอก เมื่อตามด้วยการเติมอาหารผิวอย่าง Skin Booster คือการบูสต์ความชุ่มชื้น หรือการใช้ Biostimulator ไปเสริมสร้างคอลลาเจนจากภายใน จะยิ่งทำให้ผิวแข็งแรงและฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ควรให้แพทย์ประเมินลำดับการทำที่เหมาะสมกับสภาพผิวแต่ละบุคคล
Q: อายุช่วง 20-25 ปี ริ้วรอยยังไม่เยอะ ควรฉีด Biostimulator หรือเน้น Skin Booster ไปก่อน ?
A : สามารถทำได้ทั้ง 2 แบบขึ้นอยู่กับเป้าหมาย หากต้องการผิวฉ่ำวาวอิ่มน้ำแบบเร่งด่วน Skin Booster จะตอบโจทย์กว่า แต่หากเน้นลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างคอลลาเจนและป้องกันผิวหย่อนคล้อย ควรเลือก Biostimulator ทั้งนี้ เพื่อผลลัพธ์ที่คุ้มค่า แนะนำให้แพทย์ประเมินผิวจริงและชั่งน้ำหนักของข้อดีข้อเสีย ของทั้งโปรแกรม Skin Booster และ Biostimulator เพื่อออกแบบการรักษาให้ตรงจุดที่สุด
Q: ถ้ามีปัญหารูขุมขนกว้าง เลือก Skin Booster หรือ Biostimulator ดีถึงจะเห็นผลชัดเจน ?
A : ขึ้นอยู่กับสาเหตุของรูขุมขนกว้าง หากกว้างเพราะผิวแห้งขาดน้ำ การเติม Skin Booster คือทางออกที่ช่วยให้ผิวฟูอิ่มน้ำและรูขุมขนเล็กลงได้ไว แต่หากรูขุมขนกว้างเพราะอายุที่เพิ่มขึ้น ผิวเริ่มหลวมและสูญเสียคอลลาเจน การเลือก Biostimulator คือวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดกว่า เพราะจะช่วยสร้างความแน่นกระชับดึงให้รูขุมขนชิดกันมากขึ้น












