ความแตกต่างของโปรแกรม PRP กับ Exosome และ Juvelook เหมาะกับผิวแบบไหนบ้าง

เจาะความแตกต่างของโปรแกรม PRP กับ Exosome และ Juvelook

28/05/2026

Key Takeaways

เปรียบเทียบโปรแกรม PRP, Exosome และ Juvelook  ซึ่งความแตกต่างของแต่ละโปรแกรมคือด้านกลไกการทำงานร่วมกับผิว โดยโปรแกรม PRP จะใช้เกล็ดเลือดเข้มข้นเพื่อฟื้นฟูเซลล์ผิวให้เปล่งปลั่ง, โปรแกรม Exosome โดดเด่นในการลดการอักเสบและซ่อมแซมผิวระดับลึก เหมาะกับผิวแพ้ง่าย และโปรแกรม Juvelook ซึ่งเป็น Hybrid Skin Booster ผสาน PDLLA และ HA ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอิ่มฟู แก้ปัญหาหลุมสิวและรูขุมขนกว้าง โดยให้ผลลัพธ์ยาวนานถึง 12 เดือน การเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมที่สุดจะขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาผิวของแต่ละบุคคล โดยสามารถขอรับคำปรึกษาและประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดได้ที่ Aura Bangkok Clinic


เทรนด์งานผิวในปัจจุบันมีตัวเลือกสกินบูสเตอร์ที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวที่แตกต่างกันไป แต่ในการตัดสินใจทำสวยสักหนึ่งหัตถการ การเปรียบเทียบผลลัพธ์หลังทำเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเปรียบเทียบระหว่างโปรแกรม PRP VS โปรแกรม Exosome VS โปรแกรม Juvelook ซึ่งเป็นการทำ Skin Booster ที่มีกลไกการฟื้นฟูผิวที่ไม่เหมือนกัน ส่วนตัวไหนจะเหมาะกับผิวคุณ ออร่าบอกเลยว่าบทความนี้มีคำตอบ 

ความแตกต่างของโปรแกรม PRP กับ Exosome และ Juvelook ที่ก่อนทำสวยต้องรู้


เจาะลึกกลไกการทำงานของโปรแกรม PRP, โปรแกรม Exosome และโปรแกรม Juvelook

ก่อนที่จะไปดูผลลัพธ์ ลำดับแรกต้องทำความเข้าใจก่อนว่าแต่ละตัวมี “กลไก” ในการทำงานอย่างไร เพราะเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผิวของคุณได้รับการฟื้นฟูที่ตรงจุด 

โปรแกรม PRP (Platelet-Rich Plasma) ฟื้นฟูผิวด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้น 

เป็นหัตถการที่ใช้ส่วนประกอบจากเลือดของผู้รับบริการในการดูแลผิว โดยแพทย์จะทำการเจาะเลือดของคุณออกมาเพียงเล็กน้อย แล้วนำไปผ่านกระบวนการปั่นแยกด้วยเครื่องเหวี่ยงความเร็วสูง เพื่อให้ได้เกล็ดเลือดเข้มข้นที่มีส่วนประกอบสำคัญสำหรับใช้ในการทำหัตถการ และเมื่อฉีดกลับเข้าไปในผิว สารเหล่านี้มีส่วนช่วยในการฟื้นบำรุงผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน พร้อมช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและชุ่มชื้นขึ้น

โปรแกรม Exosome (เอ็กโซโซม) ลดการอักเสบระดับลึก 

เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการดูแลผิว เอ็กโซโซมคือถุงขนาดนาโนที่บรรจุสารชีวโมเลกุลมากกว่าพันชนิด เช่น mRNA, miRNA และโปรตีนต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่เป็น “เมสเซนเจอร์” คอยส่งสัญญาณสั่งการให้เซลล์ผิวรอบ ๆ ฟื้นฟูตัวเอง อาจมีส่วนช่วยในการดูแลสภาพผิว และใช้ในหัตถการเพื่อการดูแลผิวตามดุลยพินิจของแพทย์

โปรแกรม Juvelook (จูวีลุค) กระตุ้นคอลลาเจน เติมความอิ่มฟูให้ผิว

โปรแกรม Juvelook เป็นหัตถการประเภท “Hybrid Skin Booster” ที่รวมเอาสาร PDLLA (Poly-D, L-Lactic Acid) ทำหน้าที่กระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง  และ HA (Hyaluronic Acid) แบบ Non-Crosslinked ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นทันที กลไกนี้ช่วยแก้ปัญหาผิวขาดวอลลุ่ม ริ้วรอย และรูขุมขนกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือไฮโดรเจลของ HA ช่วยให้ตัวยายึดเกาะผิวได้ดี ไม่เป็นก้อน และ “ไม่ต้องนวดหน้า” หลังฉีด

เปรียบเทียบโปรแกรม PRP, โปรแกรม Exosome และโปรแกรม Juvelook ด้านผลลัพธ์และความเหมาะสม

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ออร่าได้มาทำการเปรียบเทียบโปรแกรม PRP, โปรแกรม Exosome และโปรแกรม Juvelook ในแง่มุมต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ใช้บริการจริงมาฝากกัน

ความแตกต่างของโปรแกรม PRP กับ Exosome และ Juvelook คืออะไร ?

ความแตกต่างด้านการแก้ปัญหาหลุมสิวและรูขุมขน

หากพูดถึงปัญหาหลุมสิวหรือรูขุมขนกว้าง ความแตกต่างของโปรแกรม PRP กับโปรแกรม Exosome และโปรแกรม Juvelook จะเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทำโปรแกรม Juvelook เพราะในขณะที่โปรแกรม PRP และ Exosome จะเน้นไปที่การซ่อมแซมเซลล์และลดการอักเสบเพื่อช่วยให้ผิวค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น แต่ Juvelook มีความโดดเด่นอย่างมากในการเติมเต็มผิวให้ดูอิ่มฟูและเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยพลังของ PDLLA ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ใต้หลุมสิว ทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้นและรูขุมขนเล็กลงได้อย่างรวดเร็วกว่าการทำ PRP เพียงอย่างเดียว

การฟื้นฟูความชุ่มชื้นและสร้างเกราะป้องกันผิว

สำหรับใครที่มีปัญหาผิวแห้งกร้านหรือผิวแพ้ง่าย โปรแกรม Exosome จะได้เปรียบในเรื่องการลดการอักเสบและคืนความสมดุลให้ปราการผิว เหมาะมากสำหรับคนที่เป็นสิวผดหรือผิวติดสาร แต่หากต้องการความ “ฉ่ำวาว” และอิ่มน้ำแบบเร่งด่วน โปรแกรม Juvelook จะได้เปรียบจากการมีส่วนผสมของ HA ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิวไปพร้อมกับการกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว ทำให้ผิวดูสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

ระยะเวลาการเห็นผลและการคงสภาพของผลลัพธ์

  • โปรแกรม PRP : อาจต้องทำต่อเนื่องประมาณ 3-5 ครั้ง และผลลัพธ์มักจะอยู่ได้ประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและคุณภาพเลือด
  • โปรแกรม Exosome : เห็นผลเรื่องความกระจ่างใสและผิวที่เนียนนุ่มได้ค่อนข้างเร็วใน 1-2 สัปดาห์ และคงสภาพได้ดีหากทำต่อเนื่อง
  • โปรแกรม Juvelook : การเห็นผลจะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ หลังฉีดทันที ผิวจะดูมีวอลลุ่มขึ้นจาก HA ต่อมา 2-4 สัปดาห์ PDLLA จะเริ่มกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวเรียบเนียน ริ้วรอยจางลง และ ช่วง 6 เดือน คอลลาเจนจะถูกสร้างอย่างเต็มที่ ผิวจะฟูเด้ง รอยแตกลายจางลง โดยผลลัพธ์นี้จะคงสภาพยาวนานถึง 12 เดือน (เมื่อฉีดต่อเนื่องครบ 3 ขวด ห่างกันเดือนละ 1 ครั้ง)

แชร์คำตอบของความแตกต่างระหว่างโปรแกรม PRP กับ Exosome และ Juvelook

 

ฟื้นคืนสมดุลผิว ทวงออร่าผิวโกลว์ อิ่มฟู แลดูเรียบเนียนด้วยโปรแกรม Juvelook ที่ Aura Bangkok Clinic

 เติมเต็มความมั่นใจ คืนผิวอิ่มฟูเรียบเนียนด้วยโปรแกรม Juvelook ที่ Aura Bangkok Clinic พร้อมสัมผัสประสบการณ์การฟื้นฟูโครงสร้างผิวที่ดูแลโดยแพทย์ออร่า ที่จะให้บริการปรึกษาและประเมินสภาพผิวแบบละเอียด ฟรี ! ทุกสาขา เพื่อวางแผนการดูแลผิวให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

กู้ผิวโทรมให้กลับมาเรียบเนียนอิ่มฟูและดูเด็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ สามารถสอบถามรายละเอียด รวมถึงโปรโมชันเพิ่มเติม หรือจองคิวเข้ารับบริการผ่านระบบ Self-Booking ได้ทันทีที่ LINE Official: @botox (มี @ นำหน้า) 

*พิเศษ ! สำหรับลูกค้าใหม่รับฟรีโปรแกรมฉีดหน้าใส Aura Bright จำนวน 2 เข็ม ทันทีเมื่อมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 3,600 บาทขึ้นไป


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างโปรแกรม PRP กับ Exosome และ Juvelook (FAQs)

Q: เลือกโปรแกรม Skin Booster ตามสภาพผิว อย่างไรให้ตอบโจทย์ที่สุด ? 

A : การเลือกโปรแกรมสกินบูสเตอร์ ควรพิจารณาจากปัญหาผิวของตนเองเป็นสำคัญ โดยสามารถแยกได้ ดังนี้

  • ผิวแห้งกร้าน มีริ้วรอย หรือหลุมสิว : เหมาะกับโปรแกรม Juvelook เพราะมี PDLLA (Poly D,L-Lactic Acid) และ HA พร้อมช่วยเติมเต็มร่องลึก กระตุ้นคอลลาเจน และเบลอริ้วรอยได้ดี
  • ผิวแพ้ง่าย อักเสบบ่อย ผิวติดสาร : เหมาะกับ Exosome เนื่องจากมีความโดดเด่นในการลดการอักเสบและฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวให้กลับมาแข็งแรง
  • ผิวหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ต้องการการบำรุง : เหมาะกับ PRP เพื่อใช้เกล็ดเลือดฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้กลับมาเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ

Q: สรุปแล้ว โปรแกรม PRP, Exosome และ Juvelook ตัวไหนดีกว่ากัน ? 

A: ไม่มีตัวไหนดีที่สุด เพราะแต่ละตัวตอบโจทย์ต่างกัน หากเน้นการบำรุง ปรับผิวให้สม่ำเสมอให้เลือกโปรแกรม PRP, หากเน้นซ่อมแซมผิวพัง ผิวอักเสบ ให้เลือกโปรแกรม Exosome แต่หากต้องการให้ผิวฟูเด้ง ฉ่ำเงา รูขุมขนกระชับ และเห็นผลยาวนานถึง 12 เดือน โปรแกรม Juvelook คือตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด

Q: สามารถฉีดโปรแกรม Juvelook ควบคู่กับโปรแกรม Exosome ในครั้งเดียวกันได้หรือไม่ ? 

A: สามารถฉีดร่วมกันได้ กลไกของทั้งสองตัวจะเสริมประสิทธิภาพกัน โดยโปรแกรม Exosome จะไปช่วยเตรียมเซลล์ผิวให้แข็งแรงและลดการอักเสบ ส่วนโปรแกรม Juvelook จะเข้าไปกระตุ้นคอลลาเจนและเพิ่มวอลลุ่มให้ผิว ทำให้ได้ผลลัพธ์งานผิวที่สมบูรณ์แบบ ทั้งนี้ควรให้แพทย์ประเมินสภาพผิวก่อนทำ

Q: หลังฉีดโปรแกรม Juvelook จะมีอาการบวมไหม และต้องนวดหน้าหรือเปล่า ? 

A: หลังฉีดอาจมีอาการบวมเล็กน้อยหรือรอยเข็มซึ่งจะยุบไปเองใน 24-48 ชั่วโมง ข้อดีที่โดดเด่นของโปรแกรม Juvelook คืออนุภาคจับตัวกันได้ดี ไม่เป็นก้อน จึงไม่ต้องนวดหน้าหลังฉีด สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

Q: โปรแกรม Juvelook ควรฉีดกี่ขวดถึงจะเห็นผลชัดเจน ? 

A: ขึ้นอยู่กับปัญหาผิว หากมีริ้วรอยบาง ๆ หน้าแห้ง สามารถใช้ 1 ขวด แต่หากมีปัญหาริ้วรอยชัดเจน ใต้ตาลึก รูขุมขนกว้าง หรือมีหลุมสิว แนะนำให้ฉีด 2-3 ขวด โดยฉีดครั้งละ 1 ขวด ต่อเนื่องกันเดือนละครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยาวนาน

Q: มีข้อควรระวังหรือใครที่ไม่ควรฉีดสกินบูสเตอร์เหล่านี้บ้าง ? 

A: กลุ่มที่ไม่แนะนำให้รับบริการคือ สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ผู้ที่มีแผลติดเชื้อบริเวณผิวหนังที่จะฉีด และสำหรับผู้ที่ต้องการทำ PRP หากมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบเลือดหรือเกล็ดเลือดผิดปกติ ควรหลีกเลี่ยง นอกจากนี้ควรแจ้งประวัติการแพ้ยาและโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบก่อนเสมอ

โปรโมชั่นประจำเดือนนี้

ปรึกษาคุณหมอฟรี

หมอเม่ย หมอประจำ aura bangkok clinic

บทความอื่นๆ

การดริปวิตามินผิวเป็นทางเลือกบำรุงผิวที่เห็นผลลัพธ์ชัดเ…

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Key Takeaways วิธีแก้ผดร้อนและผิวแพ้ง่ายที่ได้ผลยั่งยืน…

อ่านต่อ

คอลลาเจนสด (Atelocollagen) คือหนึ่งในหัตถการผิวยอดนิยมท…

อ่านต่อ

หน้าเริ่มหย่อน ผิวไม่เฟิร์ม หน้าแก้มแบนไม่อวบอิ่ม ฉีด B…

อ่านต่อ

บทความนี้ ออร่าพามาทำความรู้จัก HarmonyCa ไฮบริดฟิลเลอร…

อ่านต่อ

เมื่ออายุมากขึ้นปริมาณคอลลาเจนใต้ผิวก็เริ่มเสื่อมสภาพแล…

อ่านต่อ

เมโสหน้าใส หัตถการที่ช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใส ลดจุดด่างด…

อ่านต่อ
อ่านบทความอื่น ๆ

ช่องทางการรับแจ้งเบาะแสหรือข้อร้องเรียน

บริษัทฯ และบริษัทย่อยเปิดโลกาสให้พนักงาม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และบุคคลภายบอกแจ้งเบาะแสหรือข้อร้องเรียนผ่านช่องทางดังต่อไปนี้ โดยผู้ร้องเรียนจะต้องระบุรายละเอียดของเรื่องที่จะแจ้งเบาะแส พร้อมชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดติดต่อได้ ส่งมายังช่องทาง รับเรื่องดังนี้

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล

hr@arwn.co
ไปรษณีย์
ฝ่ายทรัพยากรบุคคล
บริษัท ออร่าเวลเนส จำกัด
100/14 อาคารสาทรนครทาวเวอร์ ชั้นที่ 11
ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก
กรุงเทพมหานคร

เลขานุการบริษัท

whistle@arwn.co
ไปรษณีย์
บริษัท ออร่าเวลเนส จำกัด
100/14 อาคารสาทรนครทาวเวอร์ ชั้นที่ 11
ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก
กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ การร้องเรียนจะถือเป็นควานลับที่สุด และนี้ร้องเรียนสามารกร้องเรียนได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง และไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนผู้ร้อง เรียน เว้นแต่หากเปิดเผยตนเองจะทำให้บริษัทสามารถแจ้งผลการดำเนินการหรือรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องที่ร้องเรียนให้ทราบได้